ค่าโฆษณา Google Ads ต่อเดือนควรตั้งงบเท่าไหร่ วิธีคิดงบจากต้นทุนต่อลูกค้า
"ยิง Google Ads ต้องใช้งบเดือนละเท่าไหร่" เป็นคำถามแรกของแทบทุกธุรกิจ คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ขึ้นกับว่าคุณยอมจ่ายเพื่อได้ลูกค้าหนึ่งรายได้เท่าไหร่ ไม่ใช่ตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
บทความนี้พาคิดงบย้อนกลับจากกำไร ทีละขั้น เพื่อให้ได้ตัวเลขที่มีเหตุผล และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเพิ่มหรือลดงบ
ขั้นที่ 1 รู้กำไรต่อออเดอร์ก่อน
เริ่มจากตัวเลขของธุรกิจเอง ไม่ใช่ตัวเลขของ Google
- ยอดขายเฉลี่ยต่อออเดอร์ เช่น 5,000 บาท
- กำไรขั้นต้นต่อออเดอร์ เช่น 2,000 บาท
- ลูกค้าซื้อซ้ำไหม ถ้าลูกค้าหนึ่งรายซื้อซ้ำหลายครั้ง มูลค่าลูกค้าจะสูงกว่ายอดขายครั้งแรก
ตัวเลขนี้บอกเพดานว่า คุณจ่ายค่าโฆษณาเพื่อได้ลูกค้าหนึ่งรายได้ไม่เกินเท่าไหร่ก่อนจะขาดทุน
ขั้นที่ 2 รู้อัตราปิดการขาย
ไม่ใช่ทุกคนที่โทรหรือแอดไลน์จะซื้อ ลองนับจากข้อมูลจริงย้อนหลัง เช่น ลูกค้าทักมา 10 คน ปิดการขายได้ 2 คน อัตราปิดการขายคือ 1 ใน 5
ขั้นที่ 3 คำนวณต้นทุนต่อ Lead ที่รับได้
สูตรง่าย ๆ คือ
ต้นทุนต่อ Lead ที่รับได้ = กำไรต่อออเดอร์ที่ยอมใช้เป็นค่าโฆษณา × อัตราปิดการขาย
ตัวอย่าง ถ้ายอมใช้กำไร 1,000 บาทจาก 2,000 บาทเป็นค่าโฆษณา และปิดได้ 1 ใน 5 ต้นทุนต่อ Lead ที่รับได้คือ 1,000 × 1/5 = 200 บาท
ขั้นที่ 4 แปลงเป็นงบต่อเดือน
งบต่อเดือน = จำนวน Lead ที่อยากได้ × ต้นทุนต่อ Lead ที่รับได้
| เป้าหมายลูกค้าใหม่/เดือน | อัตราปิด | Lead ที่ต้องได้ | ต้นทุนต่อ Lead | งบโฆษณาโดยประมาณ |
|---|---|---|---|---|
| 5 ราย | 1 ใน 5 | 25 | 200 บาท | 5,000 บาท |
| 10 ราย | 1 ใน 5 | 50 | 200 บาท | 10,000 บาท |
| 20 ราย | 1 ใน 4 | 80 | 250 บาท | 20,000 บาท |
ตารางนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณ ตัวเลขจริงของแต่ละธุรกิจจะต่างกันตามอุตสาหกรรม การแข่งขัน และคุณภาพของหน้าเว็บ
งบเดือนแรกควรมองเป็นงบทดลอง
เดือนแรกระบบยังไม่มีข้อมูล ค่าคลิกและต้นทุนต่อ Lead อาจสูงกว่าที่คาด เพราะกำลังเรียนรู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนได้ลูกค้าจริง แนะนำให้
- ตั้งงบที่ยอมทดลองได้ทั้งเดือน ไม่หยุดกลางทาง
- เริ่มจากคีย์เวิร์ดที่ใกล้การซื้อที่สุดก่อน เช่น คำที่มี "รับทำ" "ราคา" "ใกล้ฉัน"
- ติดตั้งการนับโทรและแอดไลน์ตั้งแต่วันแรก
- ทบทวนทุกสัปดาห์ ตัดคีย์เวิร์ดที่ใช้เงินแต่ไม่มี Lead
เมื่อไหร่ควรเพิ่มงบ
เพิ่มงบเมื่อ ต้นทุนต่อ Lead ต่ำกว่าเพดานที่รับได้อย่างสม่ำเสมอ และทีมขายยังรับลูกค้าเพิ่มได้ อย่าเพิ่มงบเพียงเพราะยอดคลิกเยอะ ถ้าคลิกเยอะแต่ไม่มีคนทัก ปัญหามักอยู่ที่คีย์เวิร์ดหรือหน้า Landing Page ไม่ใช่งบ
ค่าโฆษณากับค่าดูแลต่างกันอย่างไร
เวลาจ้างเอเจนซี่จะมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน
- ค่าโฆษณา จ่ายตรงให้ Google ตามคลิกจริง
- ค่าดูแลแคมเปญ จ่ายให้ทีมที่วางแผน ตั้งค่า และปรับแคมเปญ
ที่ Ignite ROI ค่าดูแลแบ่งตามขนาดงบโฆษณา (ราคาไม่รวม VAT 7%)
| แพ็กเกจ | ค่าดูแล/เดือน | งบโฆษณาที่ดูแล |
|---|---|---|
| Starter | 12,000 บาท | ไม่เกิน 60,000 บาท/เดือน |
| Growth | 20,000 บาท | ไม่เกิน 200,000 บาท/เดือน |
| Scale | 10% ของงบ | เกิน 200,000 บาท/เดือน |
รายละเอียดสิ่งที่ได้ในแต่ละแพ็กเกจดูได้ที่หน้า บริการดูแล Google Ads และถ้ายังไม่แน่ใจเรื่องพื้นฐาน อ่าน Google Ads คืออะไร ทำงานยังไง ก่อนได้
สรุป
งบ Google Ads ที่ดีคิดย้อนจากกำไร ไม่ใช่จากความรู้สึก หากำไรต่อออเดอร์ อัตราปิดการขาย คำนวณต้นทุนต่อ Lead ที่รับได้ แล้วคูณด้วยจำนวนลูกค้าที่อยากได้ เดือนแรกให้มองเป็นงบทดลอง และเพิ่มงบเมื่อตัวเลขพิสูจน์แล้วว่าคุ้ม
แอดไลน์ @igniteroi · โทร 083-663-2238 · ดูแพ็กเกจดูแล Google Ads
คำถามที่พบบ่อย
งบ Google Ads ขั้นต่ำต่อเดือนเท่าไหร่
Google ไม่ได้กำหนดงบขั้นต่ำตายตัว ตั้งงบรายวันได้เอง แต่ควรมีงบพอให้ได้ข้อมูลลูกค้าทักหรือโทรเข้าในเดือนแรก เพื่อใช้ปรับแคมเปญได้จริง
ทำไมเดือนแรกต้นทุนต่อลูกค้าสูงกว่าที่คาด
เดือนแรกระบบและทีมยังเรียนรู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนได้ลูกค้าจริง เมื่อตัดคีย์เวิร์ดที่ไม่ได้ผลและปรับหน้า Landing Page ต้นทุนต่อลูกค้ามักค่อย ๆ ลดลง
ค่าดูแล Google Ads รวมค่าโฆษณาหรือยัง
ไม่รวม ค่าโฆษณาจ่ายให้ Google แยกตามคลิกจริง ส่วนค่าดูแลของ Ignite ROI เริ่ม 12,000 บาท/เดือน ราคาไม่รวม VAT 7%